บช.น.กำชับตำรวจราจรกวดขันบังคับใช้กฎหมายในข้อหาเมาแล้วขับ-ขับเร็ว-ไม่สวมหมวกกันน็อค ลดอุบัติเหตุในกรุงเทพช่วงปีใหม่

พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(รองผบช.น.) ดูแลงานจราจร กล่าวว่า สำหรับช่วงเทศกาบปีใหม่ทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.)ได้เตรียมแผนรับมือสภาพการจราจรโดยเฉพาะเส้นทางที่ต่อเนื่องกับสถานีขนส่งทั้ง 3 แห่งได้แก่สถานีขนส่งเอกมัย สถานีขนส่งหมอชิต 2 และสถานีขนส่งสายใต้ใหม่ รวมทั้งท่าอากาศยานดอนเมือง และสถานีรถไฟกรุงเทพฯหรือหัวลำโพง โดดยคาดว่าสถานีขนส่งต่างๆเริ่มมีประชาชนเดินทางตั้งแต่วันที่ 29ธ.ค.60 ตอนเย็นโดยเฉพาะบริเวณสถานีขนส่งหมอชิตซึ่งถนนกำแพงเพชรยังเป็นถนนที่ต่อเนื่องกับถนนวิภาวดีอีกด้วย โดยเบื้องต้นตนได้กำชับสน.พื้นที่ที่มีสถานีขนส่งตั้งอยู่ให้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจราจรไปยืนอำนวยความสะดวกด้านการจราจรและช่อยเหลือประชาชนตั้งแต่วันที่ 24 ธ.ค.ไปจนหมดช่วงเทศกาลนอกจากนี้บช.น.ยังมีแนวคิดว่าจะประชาสัมพันธ์ให้รถโดยสารสาธารณะ รถแท็กซี่ หรือรถยนต์ส่วนบุคคลที่เข้ามาส่งประชาชนบริเวณหมอชิตหลีกเลี่ยงการใช้เส้นทางออกมาทางถนนวิภาวดีรังสิต เพื่อให้เส้นทางแก่รถขนส่งฯ โดยให้รถส่วนตัวเลี่ยงไปใช้ถนนอื่น

 

พล.ต.ต.จิรพัฒน์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของการกวดขันวินัยจราจรได้เน้นกรณีขับรถเร็ว เมาแล้วขับ และขับรถจักรยานยนต์ไม่สวมหมวกกันน็อค โดยเฉพาะกรณีเมาไม่ขับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรตั้งด่านวัดปริมาณแอลกอฮอล์ทั่วพื้นที่ ส่วนเรื่องมาตรการควบคุมความเร็วตนได้เน้นให้เข้มงวดในเส้นทางหลักอาทิ ถนนวิภาวดีรังสิต  บนทางด่วนดอนเมืองโทลล์เวย์ ถนนพระราม2และบนทางด่วนซึ่งมีเครื่องตรวจวัดความเร็วรถอัตโนมัติอยู่แล้วสามารถดำเนินการได้ทันที ส่วนการควบคุมเรื่องการสวมหมวกกันน็อคขณะนี้บช.น.มีมาตรการรณรงค์ให้ประชาชนสวมหมวกกันน็อคซึ่งจะดีเดย์ในวันที่ 25 ธ.ค.60เพื่อเป็นการลดอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนในช่วงเทศกาลโดยการเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายจะต้องเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 24 ธ.ค.60เป็นต้นไปจนจบเทศกาลปีหม่ นอกจากนี้ยังได้กำชับให้เจ้าหนาที่ตำรวจราจรเข้มงวดกับรถแท็กซี่ที่มีการปฏิบัติเสธผู้โดยสารและแท็กซี่ที่คิดราคาค่าโดยสารเกินอัตราราคาที่กฎหมายหรือไม่มีการกดมิเตอร์เพื่อเป็นการป้องกันประชาชนถูกเอารัดเอาเปรียบ ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร ตนได้กำชับว่าในช่วงเทศกาลให้ลงปฏิบัติหน้าที่เต็มอัตรากำลังโดยห้ามลาหรือหยุดเป็นเด็ดขาด

 

ที่มา:ข่าวเดลินิวส์

Facebook Comments