นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้กระทรวงอุตสาหกรรมออกมาตรการเพื่อลดการเผาอ้อย ตั้งเป้าให้เป็นศูนย์ภายในปี 2565 ผ่าน 3 มาตรการสำคัญคือ

มาตรการทางกฎหมาย ที่จะมีการออกระเบียบกำหนดปริมาณการรับซื้ออ้อย ไฟไม่เข้าหีบของโรงงานน้ำตาล โดยในฤดูการผลิตปี 62/63 จะรับไม่เกินร้อยละ 30 ต่อวัน และจะลดลงไปเรื่อยๆ จนเป็นการไม่รับอ้อยไฟไม่เข้าโรงน้ำตาลเลยในปี 2565

มาตรการสนับสนุนสินเชื่อ การปรับเปลี่ยนประสิทธิภาพการผลิตอ้อยอย่างครบวงจร วงเงิน 6,000 บาท โดยแหล่งที่มาของเงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ซึ่งจะเปิดให้กู้ทั้งแบบบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลหรือการรวมกลุ่มเกษตรไม่เกิน 29 ล้านบาทต่อราย โดยหากผู้กู้เป็นบุคคลธรรมดาจะคิดอัตราดอกเบี้ย MRR – 5 หรือผู้กู้จ่ายจริงในอัตราร้อยละ 2 โดยส่วนอัตราดอกเบี้ยที่เหลือรัฐบาลและ ธ.ก.ส. จะช่วยสนับสนุน ส่วนกลุ่มเกษตรกรหรือสหกรณ์คิดอัตราดอกเบี้ย MRR – 3 ซึ่งธนาคาร ธ.ก.ส.จะขอรับเงินสนับสนุนงบชดเชยดอกเบี้ยตลอดโคงการรวม 599.43 ล้านบาท

มาตรการขอความร่วมมือด้านการบริหารจัดการ เพื่อเป็นต้นแบบการเก็บเกี่ยวและการขนส่งอ้อยให้โรงงาน โดยความร่วมมือจากโรงงานน้ำตาลและชาวไร่อ้อยในฤดูกาลผลิต ปี 2562/2563 เพื่อกำหนดพื้นที่ปลอดการเผาอ้อย เป็นจังหวัดต้นแบบปลอดการเผาอ้อย ตัดอ้อยสด ร้อยละ 100 ในแต่ละภาค รวม 5 จังหวัดได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี ชัยภูมิ เลย และจังหวัดอุตรดิตถ์ การจัดการพื้นที่ลดการเผาอ้อยรอบชุมชนในรัศมี 5 กิโลเมตร และรอบโรงงานน้ำตาลในรัศมี 10 กิโลเมตร และการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการกำหนดคิวรับอ้อยสดและอ้อยไฟไหม้

พร้อมกันนี้ ครม. ยังเห็นชอบให้ปรับปรุงหลักการ ของโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสากรรมมาบตาพุต ระยะ 3 ช่วงที่ 1 หลังจากที่มีการเจรจาคัดเลือกผู้เสนอปรับปรุงแล้ว ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงจำนวนเงินร่วมลงทุนของรัฐ หักค่าสิทธิการร่วมลงทุนจากเอกชนสุทธิเหลือ 710 ล้านบาทต่อปี เป็นระยะเวลา 30 ปี และยังมีการเปลี่ยนแปลงผลตอบแทนทางการเงินขั้นต่ำ ของการนิคมอุตสาหกรรมฯ จากการร่วมลงทุนของเอกชนช่วงที่ 1 และ 2 รวมเท่ากับมูคค่าปัจจุบันสุทธิประมาณ 7,621 ล้านบาท หรือเทียบอัตราคิดลดร้อยละ 6.48

นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอนุมัติต่ออายุมาตรการทางภาษี สำหรับผู้ที่บริจาคเงินสนับสนุนการกีฬา โดยสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษี ได้ 2 เท่าของเงินที่บริจาคแต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของกำไรสุทธิ โดยขยายระยะเวลา ไปจนถึงสิ้นปี 2562

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์

Facebook Comments