นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดถึงความคืบหน้าของมาตรการชิมช้อปใช้เฟส 2 ว่า ในช่วงสัปดาห์นี้กระทรวงการคลังนัดหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สศค. กรมบัญชีกลาง ธนาคารกรุงไทย เพื่อหาข้อสรุปร่วมกันว่าจะดำเนินการชิมช้อปใช้ในเฟส 2 อย่างไร โดยแนวคิดของสศค.ต้องการที่จะกระตุ้นให้กลุ่มคนพอมีกำลังนำเงินออกมาใช้จ่าย นอกเหนือจากการแจกเงิน 1,000 บาท เพราะเท่าที่พูดคุยมีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่ไม่อยากไปแข่งขันลงทะเบียนรับเงินในช่วงกลางดึก แต่มีความพร้อมที่จะใช้จ่ายเงินและรับเงินคืน (cash back) 15% ดังนั้นสศค.จะเสนอแนวคิดนี้ยังที่ประชุมว่าเห็นด้วยหรือไม่ และหน่วยงานอื่นมีความเห็นอย่างไรบ้าง

“สศค.นำผลของมาตรการช้อปช่วยชาติที่ไม่ได้มีการแจกเงิน แต่เป็นการคืนภาษีให้มาประเมินร่วมกับการออกชิมช้อปใช้เฟส 2 พบว่าช้อปช่วยชาติสามารถกระตุ้นกำลังซื้อได้แม้จะไม่แจกเงิน ซึ่งในการดำเนินการเฟส 2 ชิมช้อปกลุ่มเป้าหมายอาจแตกต่างจากชิมช้อปใช้ในกลุ่มแรก เพราะสิ่งที่กระทรวงการคลังอยากได้ คือกระตุ้นให้ประชาชนนำเงินออกมาใช้จ่าย โดยภาครัฐจะมีแรงจูงใจ เพื่อให้คนกลุ่มนี้ควักเงินออกมาใช้ ”นายลวรณ กล่าว

นายลวรณกล่าวต่อว่า ทั้งนี้มีความเป็นไปได้ที่จะเปลี่ยนแวลาลงทะเบียนมาเป็นช่วงเวลาทำการ หรือช่วงกลางวัน แทนที่จะเป็นช่วงเวลา 00.01 น. เพื่ออำนวยความสะดวกให้กลุ่มเป้าหมายในเฟส 2 ลงทะเบียนง่ายขึ้น ถ้าคนกลุ่มนี้มาลงทะเบียนตามเป้าหมายที่สศค.ไว้จะกระตุ้นให้เกิดการใช้เงินกระเป๋า 2 มากขึ้น ซึ่งสศค.จะพยายามสรุปชิมช้อปใช้เฟส 2 ให้จบภายในสัปดาห์นี้และเสนอครม.ในวันที่ 15 ตุลาคม 2562 เพื่อให้เฟส 2 มีส่วนในการดูแลเศรษฐกิจในไตรมาส 4

นายลวรณ กล่าวว่า ผู้ที่ลงทะเบียนชิมช้อปใช้ในเฟสแรกสิทธิประโยช์ที่จะได้น่าจะดีกว่าในเฟส 2 และมีความเป็นไปได้ที่จะขยายการใช้เงินกระเป๋า 2 ไปจนถึงสิ้นปี จากเดิมกำหนดไว้ 30 พฤศจิกายน 2562 โดยในส่วนเฟส 2 อาจไม่ใช้วิธีแจกเงิน 1,000 บาท แต่มีวิธีใหม่ เช่นมีกระเป๋า 3 เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ควักเงินมาใช้จ่าย เป็นต้น

นายลวรณ กล่าวว่า ขณะนี้ยอดลงทะเบียนรับสิทธิ์มาตรการชิมช้อปใช้ครบ 10 ล้านคนแล้ว อย่างไรก็ตามสามารถลงเพิ่มเติมได้ เพราะในแต่ละวันมียอดที่ลงทะเบียนไม่ผ่าน ซึ่งระบบจะมีการคำนวนและแจ้งไว้ในหน้าเว็บไซค์ www.ชิมช้อปใช้.com ในช่วงเริ่มต้นวันใหม่เวลา 00.01 น.ดังนั้นประชาชนสามารถมาลงทะเบียนเพิ่มได้ อย่างไรก็ตามพบว่าผู้ที่ลงทะเบียนยังใช้จ่ายสัปดาห์แรกมาใช้จ่ายเพียง 1.25 ล้านราย และมีการใช้จ่ายกระเป๋าที่ 2 กว่า 4.6 พันราย มียอดใช้จ่ายประมาณ 13.1 ล้านบาท จากยอดที่ติดตั้งแอปพลิเคชันเป๋าตังแล้ว 4.97 ล้านราย โดยยืนยันตัวตนสำเร็จกว่า 4 ล้านราย ถือว่าไม่มาก

นายลวรณ กล่าวว่า ในวันที่ 11 ของการลงทะเบียนหรือเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม สามารถเก็บตกอีก 2.7 แสนคน และในวันที่ 12 (วันที่ 6 ตุลาคม) เก็บตกได้อีก 3 แสนคน ซึ่งเป็นยอดที่ลงทะเบียนไม่สำเร็จ ติดตั้งแอปฯ ไม่ผ่าน ทั้งนี้จำนวนในการลงทะเบียนใหม่ ระบบจะคำนวนอัตโนมัติ และแจ้งยอดที่หน้าเว็บไซต์ ดังนั้นประชาชนยังสามารถลงทะเบียนอีกเรื่อยๆ จนกว่าจะมีการใช้สิทธิ์คครบ 10 ล้านคน โดยสามารถลงทะเบียนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2562 และใช้จ่ายถึง 30 พฤศจิกายน 2562

ข่าววจาก:

Facebook Comments