ธ.ก.ส. เตรียมพร้อมดำเนินโครงการประกันราคาสินค้าเกษตร 5 รายการ หลังวางมาตรการตรวจสอบคุณสมบัติเข้าโครงการเข้มข้น พร้อมสนับสนุนจ่ายเงินอุดหนุน เงินช่วยเหลือ และเงินด่วนฉุกเฉิน กระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงินรวมไม่น้อยกว่า 100,000 ล้านบาท

นายสมเกียรติ กิมาวหา ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในฐานะโฆษก ธ.ก.ส.เปิดเผยว่า ได้รวบรวมแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง และราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เพื่อนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิจารณา สรุปเป็นแพ็คเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ เสนอคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 13 ส.ค.นี้

โดยแบ่งเป็น มาตรการสนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อ ดอกเบี้ยต่ำ ทั้งกรณีเงินกู้ฉุกเฉินสำหรับบรรเทาความเดือดร้อน และสินเชื่อปรับปรุงการผลิต รายละไม่เกิน 500,000 บาท วงเงิน 55,000 ล้านบาท ไม่คิดดอกเบี้ยในปีแรก ปีที่ 2-5 คิดอัตราดอกเบี้ยเท่ากับลูกค้ารายใหญ่

นอกจากนี้ ธ.ก.ส.ยังรับมอบนโยบายให้ดูแลเกษตรกร ตั้งแต่เริ่มฤดูกาลเพาะปลูก เก็บเกี่ยว และหลังเก็บเกี่ยว ผ่านโครงการประกันรายได้เกษตรกร จากเดิม 3 สินค้า เป็น 5 สินค้า ได้แก่ ข้าวเปลืิอก มันสำปะหลัง ข้าวโพด ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ครอบคลุมเกษตรกร ไม่น้อยกว่า 6,230,000 คน

แต่จากปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ส่งผลกระทบต่อรายได้เกษตรกร รัฐบาลจึงมอบหมายให้นำมาตรการจ่ายเงินอุดหนุนค่าปัจจัยการผลิตเกษตรกรรายย่อย ซึ่งเคยจ่ายไร่ละ 1,500 บาท พร้อมกับจ่ายเงินชดเชยต้นทุนการผลิต ตามโครงสร้างราคาที่กระทรวงเกษตรฯกำหนด บวกกับกำไรตามสมควร

จากนั้น ในช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต ธ.ก.ส.จะสนับสนุนวงเงินสำหรับจ่าย ค่าเก็บเกี่ยวและค่าตากข้าว เพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถนำข้าวได้คุณภาพไปขายโรงสี ซึ่งจะได้ราคาดีกว่าขายข้าวที่ยังมีความชื้นสูง

โดยจะจ่ายเร็วขึ้น จากเดิมจ่ายช่วงเก็บเกี่ยว เป็นช่วงเพาะปลูก เพื่อเร่งหมุนเงินถึงมือเกษตรกรเร็วขึ้น ช่วยกระตุ้นการจับจ่ายตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างรอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เคาะเพดานการจ่ายเงินสูงสุดของแต่ละคน และกำหนดขนาดพื้นที่ที่ได้รับสิทธิ

นอกจากนี้ ธ.ก.ส.ยังเตรียมสภาพคล่อง รองรับการจ่ายเงินโครงการประกันรายได้เกษตรกร 5 รายการสินค้าเกษตร เบื้องต้น วงเงินไม่น้อยกว่า 53,000 ล้านบาท

ผู้บริหาร ธ.ก.ส.บอกว่า ไม่รู้สึกหนักใจการดำเนินโครงการดังกล่าว แม้มีรายการสินค้าเกษตรใหม่เข้าโครงการ ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน และยางพารา ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ประกาศจะราคาประกันที่กิโลกรัมละ 65 บาท จากราคาตลาดยางพาราแผ่นรมควันชั้น 3 กิโลกรัมละ 40-45 บาท ขณะที่ราคาประกันปาล์มน้ำมัน กิโลกรัมละ 4 บาท ซึ่งสูงกว่าตลาด กิโลกรัมละ 2 บาท

โดย ธ.ก.ส.จ่ายเงินส่วนต่างราคา แต่หากราคาตลาดขณะนั้นสูงกว่าราคาประกัน เกษตรกร ก็สามารถขายในตลาดได้ตามปกติ และรัฐก็ไม่ต้องชดเชยส่วนต่าง

ทั้งนี้ ธ.ก.ส.ได้ปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบเกษตรกรที่เข้าโครงการอย่างเข้มข้น ทั้งตรวจสอบรายชื่อสอดคล้องกับประวัติกู้เงินในอดีตกับธนาคาร พร้อมกับใช้ภาพถ่ายดาวเทียมพื้นที่ และทำประชาคม เพื่อครอสเช็คข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันปัญหาทุจริตสวมสิทธิเหมือนในอดีต

พร้อมย้ำว่า ธ.ก.ส.มีสภาพคล่องส่วนเกินเพียงพอจะสนับสนุนการเงิน สำหรับดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและดูแลความเป็นอยู่เกษตรกร ตามนโยบายของรัฐบาล หลังประสบความสำเร็จจากการระดมเงินจากผลิตภัณฑ์สลากฯ ธ.ก.ส.

ที่มาข่าว Thai PBS

Facebook Comments