ประเพณีสรงน้ำ “กู่” เทวสถานสมัยขอม เป็นประเพณีที่พี่น้องชาวอีสาน ที่มีกู่สมัยขอมตั้งอยู่ใกล้หมู่บ้าน ร่วมจัดงานประเพณี สรงน้ำกู่ ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 สืบต่อกันมาทุกปี ตราบจนปัจจุบัน ดังเช่น เมื่อวันที่ 18-19 เม.ย.2562

องค์การบริหารส่วนตำบลเขวา ร่วมกับประชาชนในเขต ต.เขวา อ.เมือง จ.มหาสารคาม รวม 24 หมู่บ้าน ร่วมจัดงานนมัสการสรงน้ำกู่มหาธาตุ เนื่องจากมีความเชื่อสืบต่อกันมาว่าหากได้มาสักการบูชาสถานที่แห่งนี้จะได้อานิสงส์ และสุขภาพแข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ โดยเฉพาะกู่ที่ปรากฏหลักฐานเชื่อว่าเคยเป็นอโรคยาศาล หรือเคยเป็นสถานพยาบาลในสมัยโบราณมาก่อน อาทิ กู่มหาธาตุ ตั้งอยู่ ต.เขวา อ.เมือง จ.มหาสารคาม และกู่สันตรัตน์ อ.นาดูน จ.มหาสารคาม เป็นต้น

 

สำหรับ กู่มหาธาตุ หรือปรางค์กู่บ้านเขวา เป็นอโรคยาศาล หรือโรงพยาบาลโบราณ สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งราชอาณาจักรเขมร ที่โปรดให้สร้างอโรคยาศาลขึ้นจำนวน 102 แห่ง ทั่วพระราชอาณาจักร เพื่อเป็นสถานที่รักษาพยาบาลให้กับประชาชน นอกจากสร้างสถานพยาบาล ยังสร้างศาสนสถานประจำสถานพยาบาลไว้คู่กันด้วยทุกแห่ง

ภายในประดิษฐาน “พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตพระพุทธเจ้า” เป็นพระพุทธเจ้าตามคติของมหายาน พระนามของท่านหมายถึงพระตถาคตเจ้าผู้เป็นบรมครูทางการแพทย์

ที่กู่มหาธาตุแห่งนี้ พบรูปเคารพ “พระไภษัชยคุรุไวทูรยประภาตถาคตพระพุทธเจ้า” เช่นกัน เป็นหลักฐานยืนยันว่าสถานที่แห่งนี้ เคยเป็นอโรคยาศาลมาก่อน

 

นายสมชาติ มณีโชติ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ให้ความเห็นกรณีวัฒนธรรมแบบเขมรที่ปรากฏอยู่ในพื้นที่มหาสารคามว่า จากหลักฐานประเภทศิลปะโบราณวัตถุสถานแบบเขมรที่กระจายอยู่หลายพื้นที่ทั่วทั้งจังหวัดมหาสารคาม ได้รับอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ที่ได้แผ่อิทธิพลผ่านมาทางวัฒนธรรม “ขอม” ที่เป็นโบราณวัตถุสถานสร้างขึ้นเนื่องในสายวัฒนธรรมแบบเขมร โดยได้รับอิทธิพลให้เห็นในรูปแบบปราสาท

ลักษณะการก่อสร้างได้รับอิทธิพลทั้งลักษณะรูปแบบการก่อสร้างและคติความเชื่อมาจากอาณาจักรขอม หรือเขมรโบราณ จากเมืองพระนคร หรืออาณาจักรเขมรโบราณในเขตเมืองเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา มาไม่น้อยกว่าราวพุทธศตวรรษที่ 15 และต่อเนื่องมาจนถึงราวพุทธศตวรรษที่ 18

ทั้งนี้ในบรรดาอาคารสิ่งก่อสร้างในสายวัฒนธรรมเขมร ส่วนใหญ่มีทั้งใช้อิฐ ศิลาทรายและศิลาแลงเป็นวัสดุหลักในการก่อสร้างและเรียกอาคารเหล่านี้ว่า ปราสาท หรือปราสาทหิน ใช้เป็นศาสนสถานในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาทั้งในศาสนาฮินดูและพระพุทธศาสนานิกายมหายาน สถานที่ปราสาทขอมโบราณตั้งอยู่จึงเป็น หลักฐานยืนยันว่าดินแดนเหล่านี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรขอม ที่เคยเจริญรุ่งเรืองมาก่อน ภายหลังชาวอีสานตามความเชื่อวัฒนธรรมลาว ได้เรียกปราสาทขอมเหล่านี้ว่า “กู่” และกู่บางแห่งก็มีการนำพระพุทธรูปเข้าไปประดิษฐานไว้เพื่อกราบไหว้บูชา

กู่โบราณสถานสมัยขอมในพื้นที่ของมหาสารคาม มีอายุราว 800 ปี นิยมสร้างด้วยศิลาแลง กระจายอยู่ในหลายพื้นที่ทั่วทั้งจังหวัดและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่ได้รับความนิยม อาทิ กู่บ้านแดง อยู่ในเขต อ.วาปีปทุม กู่สันตรัตน์ อยู่ในเขต อ.นาดูน กู่ศาลานางขาว ในเขต อ.นาดูน กู่บ้านเขวา ในเขต อ.เมือง ปราสาท กู่โนนพระบ้านตะคุ อ.แกดำ เป็นต้น รวมทั้งมีการขุดพบศิลาจารึก และประติมากรรมรูปเคารพแบบเขมรอยู่กับโบราณสถานเหล่านั้นด้วย

สำหรับกู่ที่เป็นอโรคยาศาล ดูได้จาก 1.แผนผังของกู่จะเหมือนกันรวมทั้งวัสดุที่นำมาสร้างจะเป็นศิลาแลงทั้งหมด 2.กำแพงล้อมรอบกู่ทั้ง 4 ทิศจะมีประตูเข้าออกทางเดียวคือด้านตะวันออกหรือที่เรียกว่าโคปุระ 3.มีปราสาทประธานหลังเดียวหันหน้าไปทางทิศตะวันออก 4.ภายในกำแพงด้านปราสาทประธานทิศใต้จะมีอาคารสี่เหลี่ยมผืนผ้า 1 หลังหันหน้าไปทางทิศตะวันตกอาคารนี้ นักโบราณคดีเรียกว่าบรรณาลัย

ปัจจุบันโบราณสถานสมัยขอมเหล่านั้น ได้กลายเป็นสถานที่ ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม รวมทั้งมีการปลุกจิตสำนึกให้ชุมชนร่วมกันอนุรักษ์โบราณสถานสมัยขอมเหล่านี้ไว้ให้อยู่คู่ชุมชนสืบไป

ที่มา: ข่าวสด

Facebook Comments