โครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2562 ในแต่ละปี พื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปีอาจได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติ ส่งผลกระทบต่อรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว รัฐบาลจึงได้จัดทำโครงการประกันภัยข้าวนาปีขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงด้านภัยพิบัติผ่านระบบการประกันภัย และบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกร

โครงการประกันภัยข้าวนาปีในปีที่ผ่านมา เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างมากเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีจำนวนเกษตรกรเข้าร่วมโครงการกว่า 1,920,000 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 27.6 ล้านไร่ หรือร้อยละ 47 ของเพาะปลูกข้าวนาปีทั้งประเทศ โดยมีคำขอรับสินไหมทดแทนเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 1,546.42 ล้านบาท

ล่าสุด รัฐบาลได้เห็นชอบให้เดินหน้าโครงการนี้ต่อเนื่องในปี 2562 ภายใต้วงเงิน 1,740.60 ล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับฤดูกาลเพาะปลูกข้าวนาปี ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 62 เป็นต้นไป

หลักเกณฑ์การเข้าร่วมโครงการเป็นอย่างไร?

รายละเอียดของโครงการยังเป็นไปตามหลักเกณฑ์เดิมของปีที่ผ่านมา คือ กลุ่มรับประกันภัยขั้นพื้นฐาน พื้นที่รวมสูงสุดไม่เกิน 30 ล้านไร่ บริษัทประกันภัยเอกชนเข้ามาเป็นผู้รับประกันภัย อัตราเบี้ยประกัน 92.02 บาท/ไร่ โดยรัฐบาลและ ธ.ก.ส. เป็นผู้อุดหนุนให้ทั้งหมดสำหรับลูกค้า ธ.ก.ส. ส่วนเกษตรกรทั่วไปที่เข้าร่วมโครงการจะต้องจ่ายเอง 34 บาท/ไร่ รัฐบาลอุดหนุน 58.02 บาท

เกษตรกรที่ทำประกันภัยข้าวนาปีจะได้รับความคุ้มครองฯ กรณีใดบ้าง ?

ความคุ้มครองของการประกันภัยกลุ่มรับประกันภัยขั้นพื้นฐาน หากพื้นที่เพาะปลูกประสบภัยธรรมชาติ 7 ประเภท ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ภัยแล้ง ฝนแล้ง ลมพายุ ภัยหนาว ลูกเห็บ ไฟไหม้ และภัยจากช้างป่า จะได้รับความคุ้มครอง 1,260 บาท/ไร่ และภัยศัตรูพืชหรือโรคระบาด 630 บาท/ไร่

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้รัฐบาลได้พัฒนารูปแบบของโครงการ เพื่อให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการมีส่วนร่วมในการรับภาระค่าเบี้ยประกัน เพื่อรับความคุ้มครองเพิ่มเติมได้อีก เรียกว่า กลุ่มการรับประกันภัยร่วมจ่ายโดยสมัครใจ

กลุ่มนี้จะครอบคลุมพื้นที่สูงสุดไม่เกิน 5 ล้านไร่ เกษตรกรที่เข้าร่วมจะจ่ายเงินสมทบตามระดับความเสี่ยงของพื้นที่ตั้งแต่ 6.42 – 27.82 บาท/ไร่ โดยหากพื้นที่เพาะปลูกประสบภัยธรรมชาติ 7 ประเภท ตามที่กล่าวมา จะได้รับความคุ้มครอง 240 บาท/ไร่ ส่วนภัยศัตรูพืชหรือโรคระบาดจะได้รับ 120 บาท/ไร่ โดยเริ่มคุ้มครองตั้งแต่วันที่เกษตรกรขอเอาประกันภัย

โดยจะเริ่มจำหน่ายกรมธรรม์ประกันภัยตั้งแต่บัดนี้ ถึงวันที่ 30 มิ.ย. 62 ยกเว้นภาคใต้ที่จะสิ้นสุดการขายกรมธรรม์ในวันที่ 15 ธ.ค. 62 ผู้สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ

โครงการประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปีการผลิต 2562

ไม่เพียงข้าวนาปีเท่านั้น รัฐบาลยังได้อนุมัติโครงการประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปีการผลิต 2562 ซึ่งเป็นการขยายผลการรับประกันภัยพืชผลชนิดอื่นนอกเหนือจากข้าวนาปีเป็นครั้งแรก ภายใต้วงเงิน 121.80 ล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับฤดูกาลเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งจะเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 62 เป็นต้นไป

โครงการนี้จะช่วยลดความเสี่ยงและบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรผ่านระบบการประกันภัย และสามารถรองรับความเสียหายของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตามโครงการสานพลังประชารัฐสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาที่อาจเกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี

หลักเกณฑ์การเข้าร่วมโครงการมีรายละเอียดเป็นอย่างไร ?

สำหรับรูปแบบการประกันภัยนั้นใช้หลักเกณฑ์เช่นเดียวกับโครงการประกันภัยข้าวนาปี แตกต่างตรงรายละเอียดปลีกย่อย โดยกลุ่มรับประกันภัยขั้นพื้นฐาน พื้นที่รวมสูงสุดไม่เกิน 3 ล้านไร่ บริษัทประกันภัยเอกชนเข้ามาเป็นผู้รับประกันภัย อัตราเบี้ยประกัน 64.20 บาท/ไร่ โดยรัฐบาลและ ธ.ก.ส. เป็นผู้อุดหนุนให้ทั้งหมดสำหรับลูกค้า ธ.ก.ส. ส่วนเกษตรกรทั่วไปที่เข้าร่วมโครงการจะต้องจ่ายเอง 23.60 บาท/ไร่ รัฐบาลอุดหนุน 40.60 บาท

ส่วนความคุ้มครองของการประกันภัยกลุ่มรับประกันภัยขั้นพื้นฐาน หากพื้นที่เพาะปลูกประสบภัยธรรมชาติ 7 ประเภท จะได้รับความคุ้มครอง 1,500 บาท/ไร่ และภัยศัตรูพืชหรือโรคระบาด 750 บาท/ไร่

หากเป็นกลุ่มการรับประกันภัยร่วมจ่ายโดยสมัครใจ กลุ่มนี้จะครอบคลุมพื้นที่สูงสุดไม่เกิน 3 แสนไร่ เกษตรกรจะร่วมจ่ายเงินสมทบโดยสมัครใจตามระดับความเสี่ยงของพื้นที่ตั้งแต่ 4.28 – 25.68 บาท/ไร่ โดยหากพื้นที่เพาะปลูกประสบภัยธรรมชาติ 7 ประเภท จะได้รับความคุ้มครอง 240 บาท/ไร่ ส่วนภัยศัตรูพืชหรือโรคระบาดจะได้รับ 120 บาท/ไร่ โดยเริ่มคุ้มครองตั้งแต่วันที่เกษตรกรขอเอาประกันภัย

สำหรับการซื้อกรมธรรม์ประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รอบที่ 1 หรือข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูฝน ซื้อได้ตั้งแต่บัดนี้ ถึงวันที่ 31 พ.ค. 62 และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รอบที่ 2 หรือข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้ง ซื้อได้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 62 – 15 ม.ค. 63 ผู้สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ

นับได้ว่าโครงการประกันภัยทั้ง 2 โครงการนี้ มุ่งช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกร ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการปฏิรูประบบการประกันภัยพืชผล และลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับผลผลิตทางการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

(อ่านต่อ :ขนส่งฯ จัดให้เปิดอบรมใบขับขี่ 130 แห่ง ไม่ต้องไป สนง. ให้เสียเวลา)

Facebook Comments