สมัยนี้เห็นใคร ๆ ก็นิยมการฝึกโยคะกัน ไม่ว่าจะด้วยเรื่องสุขภาพ สมาธิ จิตใจ การปรับเปลี่ยนรูปร่าง และแก้ไขความเจ็บป่วยของร่างกาย นั่นก็หมายถึงโยคะ เป็นศาสตร์อย่างหนึ่งที่สามารถทำให้ชีวิตเรานั้นดีขึ้นได้ เรามาทำความรู้จักกับโยคะกันดีกว่าค่ะ

โยคะคืออะไร

โยคะ เป็นศาสตร์โบราณที่ถือกำเนิดในประเทศอินเดียมากว่า 5,000 ปี หมายถึง ร่างกาย จิตใจและ ลมหายใจ การฝึกโยคะเป็นการรวมกายและใจเข้าด้วยกัน เหมือนกับการที่เรานั่งสมาธิให้ ต้องมีกายสงบแน่วแน่ และลมหายใจที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อให้เกิดความสมดุลในร่างกายเรา เมื่อเรามีกายที่สมดุล มีจิตที่สงบนิ่งมั่นคง ก็จะช่วยยกระดับ จิตให้สูงขึ้นเต็มไปด้วยพลังแห่งการสร้างสรรค์ การฝึกโยคะนั้นเราจึงต้องมีสติกับกายที่รู้อยู่ตลอดเวลาจึงเกิดสมาธิผสานกับลมหายใจเข้าออกก่อให้เกิดเป็นสมาธิ เมื่อทำต่อไปเรื่อย ๆ จะเกิดเป็นความสมดุลในร่างกาย เมื่อเราฝึกจนเกิดเป็นความสมดุลภายในร่างกาย และสมดุลระหว่างผู้อื่น หรือแม้แต่สมดุลกับสิ่งแวดล้อม จะเป็นผลดีกับเรานั้นคือโยคะจะช่วยพัฒนาจิตใจเราให้สูงขึ้น สามารถแยกแยะวิเคราะห์เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ และควบคุมจิตใจตัวเราเองได้ ซึ่งในปัจจุบันศาสตร์ทรงคุณค่าสาขานี้ได้แพร่หลายออกจากอินเดียสู่ทุกประเทศ ทั้งตะวันตกจดตะวันออก ในประเทศไทยเองก็มี สถาบันโยคะวิชาการ เป็นผู้บุกเบิกนำโยคะสายสถาบันไกวัลยธรรม มาเผยแพร่แก่ประชาชนทั่วไปด้วย

โยคะขั้นพื้นฐาน

โยคะ เป็นการสร้างความสมดุลของร่างกาย-จิตใจ และจิตวิญญาณ โดยรวมให้เป็นหนึ่งเดียวซึ่งการฝึกโยคะจะประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การออกกำลังกายหรือการฝึกท่าโยคะ การหายใจหรือลมปราณ การทำสมาธิ โดยการฝึกท่าโยคะจะกระตุ้นอวัยวะและต่อมต่าง ๆ ในร่างกายให้ทำงานดีขึ้น สุขภาพจึงดีขึ้น ซึ่งเหมาะสำหรับมารดาที่ตั้งครรภ์เป็นอย่างยิ่ง

สิ่งที่จะได้รับจากการฝึกโยคะ

  1. การรวมกายกับจิตเข้าด้วยกัน อันหมายถึงการมีสติรู้อยู่กับกายตลอดเวลา เป็นจุดสำคัญของการฝึกโยคะ ที่ผู้ฝึกต้องกำหนดจิตให้รู้ตัวว่าตนเองทำอะไรอยู่ทุกขณะจิต
  2. ความสมดุล การฝึกโยคะเป็นการสร้างสมดุลให้เกิดขึ้น ทั้งสมดุลระหว่างกายกับใจของตนเอง และสมดุลระหว่างตนเองกับสิ่งแวดล้อม
  3. การพัฒนาจิต กระบวนการของโยคะเป็นการฝึกจิต โยคะทำให้จิตเกิดสมาธิ สงบ ไม่ฟุ้งซ่าน เมื่อจิตสงบเป็นสมาธิอยู่กับกาย ก็จะสามารถมองเห็นปัญหา หรือสิ่งที่จะเกิดได้ง่ายขึ้น

เทคนิคพื้นฐานโยคะ 6 ประการ

  1. อาสนะ คือการฝึกฝนร่างกายด้วยท่าต่าง ๆ เหมือนกับที่ผู้อ่านหลายท่านเคยเห็น เช่น ท่าศพ ท่างู ท่านั่งเพชร ท่ากงล้อ เป็นต้น โดยในแต่ละท่าจะให้ประโยชน์ แก่ร่างกายแตกต่างกันออกไป การทำอาสนะนั้น ผู้ฝึกจะต้องรู้สึกสบายกาย จิตนิ่ง ใช้แรงแต่น้อย มีสติใช้จิตรับรู้ทุกการเคลื่อนไหวของร่างกาย
  2. ปราณยามะ คือการฝึกควบคุมลมหายใจ มีสติรับรู้ลมหายใจของตนเอง หายใจเข้าให้รับรู้ว่าหายใจเข้า หายใจออกให้รับรู้ว่าหายใจออก
  3. พันธะ และมุทรา คือการเกร็งแล้วคลายกล้ามเนื้อในบางส่วน โดยใช้จิตรับรู้ทุกการเกร็งและคลายกล้ามเนื้อส่วนนั้น จะมีผลทำให้เกิดการผ่อนคลายกล้ามเนื้อและจิต
  4. กริยา คือการชำระล้าง
  5. สมาธิ คือการกำหนดจิตให้จดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำ ไม่ว่าจะเป็นท่าทาง ลมหายใจ หรือการเกร็งกล้ามเนื้อ ในการฝึกโยคะนั้น หากผู้ฝึกไม่สามารถกำหนดจิตให้มีสมาธิได้ ก็เท่ากับว่าการฝึกนั้นล้มเหลว
  6. การฝึกอบรมทัศนคติ คือการมีศีลและวินัยในการปฏิบัติ

ข้อควรปฏิบัติ 8 ประการของโยคะ

  1. ยามะ หรือศีล 5 หลายท่านคงแปลกใจเมื่อรู้ว่า การเริ่มต้นฝึกโยคะ ต้องเริ่มจากการถือศีล 5 ของโยคะ คือ อหิงสา ไม่ลักทรัพย์ ไม่พูดปด ประพฤติพรหมจรรย์ และไม่ยึดมั่นถือมั่นกับวัตถุมากเกินไป ซึ่งเป็นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ทีเดียว
  2. นิยามะ หรือวินัย 5 คือ เมื่อมีศีลที่ทำให้มนุษย์อยู่ร่วมกันโดยไม่เบียดเบียนแล้ว จากนั้นต้องมีการสร้างวินัย 5 ให้กับตนเองดังนี้ อดทน สันโดษ ชำระกายใจให้บริสุทธิ์ หมั่นศึกษาตนเอง และมีศรัทธา
  3. อาสนะ หรือการดูแลร่างกาย คือ เมื่อจิตใจตั้งอยู่ในศีลกับวินัยแล้ว ต้องมีการดูแลตนเองด้วย อาสนะไม่ใช่การออกกำลังกายอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นการปรับสมดุลให้กับระบบต่าง ๆ ของร่างกาย ขั้นตอนในการฝึกอาสนะ ได้แก่ การเตรียมพร้อม ฝึกท่าอาสนะ ปิดท้ายด้วยการผ่อนคลาย
  4. ปราณยามะ หรือการฝึกลมหายใจ คือ เมื่อร่างกายสมดุลเป็นปกติ ก็พร้อมต่อการฝึกควบคุมลมหายใจ เพื่อควบคุมกลไกระบบประสาทอัตโนมัติของตนเอง ลำดับขั้นของการฝึกลมหายใจ คือ เข้าใจระบบหายใจของตนเอง มีสติรู้ลมหายใจของตนเองตลอดเวลา หายใจช้าลง เพื่อให้ลมหายใจสงบขึ้น
  5. ปรัทยาหาระ หรือสำรวมอินทรีย์ คือ เมื่อร่างกายนิ่ง ลมหายใจสงบ จากนั้นจะเป็นการฝึกควบคุมอารมณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่มักจะปรวนแปรไปตามสิ่งเร้าต่าง ๆ หากจะกล่าวให้ง่ายขึ้น คือการควบคุมประสาททั้ง 5 ได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส
  6. ธารณะ หรือการเพ่งจ้อง คือ เมื่อมีอารมณ์ที่มั่นคง จึงเริ่มอบรมจิต ธารณะเป็นการฝึกอบรมจิตให้นิ่ง จิตนิ่งสงบจะเป็นจิตที่มีประสิทธิภาพ ทำให้กิจกรรมต่าง ๆ สำเร็จขึ้นโดยง่าย
  7. ฌาน คือ จิตที่ผ่านการอบรมอย่างสม่ำเสมอ จนสามารถดื่มด่ำอยู่กับสิ่งที่ทำ เป็นจิตที่รู้เห็นตามความเป็นจริงของโลก ไม่หลงทางอยู่ในรูป รส กลิ่น เสียง
  8. สมาธิ ในที่นี้จะมีความแตกต่างจากสมาธิของศาสนาพุทธเล็กน้อย สำหรับโยคะแล้วสมาธิ คือผลสูงสุดที่ได้จากการฝึกโยคะ เป็นการรวมกายและใจเข้าเป็นหนึ่งเดียว (โยคะแปลว่าการรวมเป็นหนึ่ง ) เกิดเป็นภาวะโมกษะ หรือภาวะแห่งความหลุดพ้น เป็นอิสระจากเครื่องพันธนาการทั้งปวง คือความต้องการสูงสุดของมนุษย์ทุกหมู่ชน

ประโยชน์ของการฝึกโยคะคืออะไร

  1. ช่วยให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ได้ดีขึ้น การยืดเหยียดทำให้หลอดเลือดขยายตัว และเลือดสามารถไหลเวียนไปยังส่วนนั้นได้มากขึ้น
  2. ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับข้อต่อต่าง ๆ ทำให้ข้อต่อสามารถเคลื่อนไหวได้ระยะ หรือมุมการเคลื่อนไหวที่มากกว่าเดิม
  3. ช่วยแก้ไขทรวดทรง ให้ดูดีขึ้น การฝึกโยคะจะเป็นการฝึกการทรงตัว และกระจายน้ำหนักผ่านแขน ขา และกระดูกสันหลังอย่างเหมาะสม
  4. ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยอันเนื่องมาจากการเล่นกีฬาหรือทำงานในชีวิตประจำวัน
  5. ช่วยผ่อนคลายและลดความตึงเครียดที่เกิดจากการทำงานในชีวิตประจำวัน โยคะเป็นการฝึกการหายใจให้สอดคล้องกับการปฏิบัติท่าโยคะ นอกจากนั้นยังมีการฝึกกำหนดลมหายใจ หรือที่เรียกว่า ปราณ ซึ่งให้ผลโดยตรงในด้านการผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ
  6. ช่วยทำให้สมาธิดีขึ้น การฝึกโยคะจะเป็นการฝึกให้จิตใจจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น การฝึกนับลมหายใจเข้า-ออก ก็จะเป็นการฝึกจิตให้คิดอยู่กับสิ่งสิ่งเดียว ซึ่งถือเป็นการฝึกสมาธิอีกรูปแบบหนึ่ง
  7. ช่วยเพิ่มความสามารถในการทรงตัว เพราะทำโยคะหลายท่า เช่น ท่าภูเขา ท่านักรบ เน้นในเรื่องของการรักษาสมดุลขณะที่อยู่ในท่า ทั้งนี้ รวมถึงท่าที่ต้องมีการทรงตัวบนเท้าข้างเดียวด้วย
  8. ช่วยทำให้ใจเย็นลง โยคะมีการฝึกหายใจ ผู้ฝึกสามารถหายใจได้ยาวและลึกขึ้นกว่าเดิม การหายใจช้า ๆ และลึก จะช่วยระงับความรุนแรงของความโกรธให้ทุเลาลงได้
  9. ใช้ในทางบำบัดรักษาโรคต่าง ๆ ที่มีสาเหตุมาจากความเครียด (เช่น ไมเกรน)
  10. ช่วยลดอาการปวดประจำเดือน
  11. เพิ่มความมีสติ คือ ผู้ฝึกสามารถรับรู้ท่าทางการเคลื่อนไหวที่ไม่ถูกต้องของตนเองได้เร็วขึ้น ในขณะที่อยู่ในท่านั่ง นอน ยืน เดิน หรือทำงานในชีวิตประจำวัน

 

 

ที่มา: สสส.

 

Facebook Comments