เกษตรกรหนุ่มโคราช เลี้ยงหอยขมในถุงตาข่ายสร้างรายได้เสริมให้ครอบครัว เลี้ยงง่าย ลงทุนน้อย หอยที่มีขนาดใหญ่ และสะอาด ตรงตามความต้องการของตลาด ร้านค้าสั่งจองกันจนขายไม่ทัน

วันที่ 8 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หมู่บ้านกรงกราง ม.6 ต.โนนไทย อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา มีเกษตรกรรายหนึ่งใช้พื้นที่สระน้ำกลางแปลงนา เลี้ยงหอยขมในถุงตาข่ายไนล่อนสีฟ้าขาย เป็นรายได้เสริมให้กับครอบครัว ซึ่งการเลี้ยงที่ง่าย ลงทุนน้อย และกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมาก มีลูกค้ามาสั่งซื้อถึงที่จนหอยโตไม่ทันขาย ต้องจองล่วงหน้าตั้งแต่เอาลูกหอยลงเลี้ยง

 

นายชาญศิลป์ ทรัพย์โนนหวาย อายุ 42 ปี เกษตรกรผู้เลี้ยงหอยขม เปิดเผยว่า ตนมีอาชีพทำนาเหมือนกับชาวบ้านทั่วไป แต่ชอบหาอาชีพสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัว ซึ่งเห็นว่าหอยขมเป็นที่นิยมของชาวบ้านนำไปประกอบอาหาร แต่กว่าจะหารับประทานได้ก็ต้องรอถึงฤดูฝน และปัจจุบันนี้หอยขมตามแหล่งธรรมชาติก็หารับประทานยาก อีกทั้งยังมีสารพิษตกค้างจากการใช้สารเคมีตามไร่ ตามนา จึงทำให้คนเกิดความกังวลว่าอาจจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ ดังนั้นตนจึงได้ลองศึกษาการเลี้ยงหอยขมในสระน้ำดู

“โดยใช้สระน้ำที่ขุดไว้กลางทุ่งนา นำหอยขมที่จับมาได้ปล่อยลงสระ ซึ่งกว่าจะขายได้ก็ใช้เวลานานเกือบ 6 เดือน อีกทั้งหอยที่ได้ก็มีขนาดไม่ได้มาตรฐานตามความต้องการ รวมถึงยังมีขี้ดินติดมาอีกด้วย จึงกลายเป็นปัญหาขายไม่ค่อยได้ราคาในช่วงแรก ต่อมาตนจึงคิดค้นวิธีใหม่ ด้วยการจับหอยขมพ่อพันธุ์ มาเลี้ยงในถุงตาข่ายไนล่อนสีฟ้า ซึ่งปรากฏว่าได้หอยที่มีขนาดใหญ่ และสะอาด ตรงตามความต้องการของตลาดมาก จนต้องขยายเป็น 22 ถุง สามารถเก็บหอยขาย เป็นรายได้ให้กับครอบครัว” นายชาญศิลป์ กล่าว

สำหรับวิธีเลี้ยงหอยขมเพียงนำตาข่ายไนล่อนสีฟ้า มาเย็บเป็นถุงให้ได้ขนาดกว้าง 1 เมตร ยาว 2 เมตร จากนั้นนำก้านมะพร้าว ตัดให้พอดีถุง ใส่ลงไป 2-3 ก้าน แล้วนำพ่อพันธ์หอยขม (หอยขมจะมีสองเพศในตัวเดียวกัน) ใส่ลงไปประมาณ 20 ตัว ผูกห้อยไว้กับหลักไม้ที่ทำไว้ในสระน้ำ โดยให้ปากถุงโผล่เหนือน้ำเล็กน้อย สำหรับหอยขึ้นมาหายใจ

ซึ่งหอยขมตัวหนึ่งจะให้ลูกเฉลี่ยตัวละ 18-20 ตัวต่อสัปดาห์ หลังจากนั้นก็ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 3 เดือน ก็เริ่มเก็บหอยที่ได้ขนาดไปขายได้ทุกสัปดาห์ เฉลี่ยถุงละ 3-5 กิโลกรัม โดยปัจจุบัน จะขายในราคา กิโลกรัมละ 35-40 บาท ซึ่งจะมีลูกค้าที่เป็นร้านอาหารมารับซื้อถึงที่ บางร้านต้องจองล่วงหน้าตั้งแต่หอยยังเล็ก เพราะลูกค้าต้องการรับประทานอย่างมาก

ที่มา:

 

Facebook Comments