Connect with us

Breaking News

ครม.ไฟเขียว! อนุมัติงบ 2 หมื่นล้านบาท จัดหาหน้ากาก-รักษาผู้ป่วยโควิด ดูแลผู้ถูกเลิกจ้าง

Published

on

เมื่อวันที่ 10 มี.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม แถลงหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือประชาชนทั่วไปและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 โดยมาตการที่ครม.เห็นชอบดังกล่าวเป็นมาตรการระยะที่ 1 และจะมีมาตรการระยะที่ 2 และ 3 ออกมาต่อไป เนื่องจากบางมาตรการยังไม่ถึงเวลาที่ควรทำ และทุกมาตรการต้องใช้งบประมาณ จึงต้องพิจารณาให้รอบคอบ

“มาตรการที่ครม.เห็นชอบเป็นมาตรการระยะที่ 1 เท่านั้น และจะต้องมีมาตรการกระยะที่ 2 ที่ 3 ต่อไป เพราะมีหลายอย่างที่ยังไม่ควรทำ หรือยังทำไม่ได้ ก็ไปรอระยะ 2 ระยะ 2 ซึ่งรัฐบาลจะรับฟังความเห็นจากประชาชนทั้งหมดที่ได้รับความเดือดร้อน และอย่างลืมว่าทุกมาตรการต้องใช้งบประมาณทั้งสิ้น จึงต้องพิจารณาให้รอบคอบในการใช้เงินของรัฐให้ถูกต้อง” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

ส่วนกรณีผู้ประกอบการท่องเที่ยวเตรียมออกมาเคลื่อนไหวนั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่ต้องออกมาเรียกร้อง ให้ฟังว่าครม.มีมติช่วยเหลือเรื่องใดบ้าง และผู้ประกอบการต้องหาทางที่จะเข้ามารับการช่วยเหลือจากมาตรการเหล่านี้ให้ได้ เช่น จะมาติดต่อสอบถาม หากยังมีปัญหาตรงไหนก็จะกลับมาที่รัฐบาลเองว่าต้องเพิ่มเติมในเรื่องใดบ้าง โดยอะไรที่ทำได้ก่อนก็ต้องทำไป ส่วนในวันข้างหน้าจะมีมาตรการระยะที่ 2 และ 3 ออกมา

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ในส่วนการช่วยเหลือค่าน้ำ ค่าไฟฟ้าให้กับประชาชน ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาว่าตัวเลขเป็นเท่าไหร่ ส่วนการคืนเงินประกันมิเตอร์ไฟฟ้านั้น เมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว ก็พบว่ามิเตอร์ไฟฟ้ามีหลายขนาด ดังนั้น บางคนจะได้คืนเงินค่าประกันมิเตอร์ 300 บาท บางคนได้ 500 บาท บางคนได้ 1,000 บาท ซึ่งเป็นไปตามขนาดมิเตอร์ โดยจะมีการคืนเงินให้ไปตามนั้น ส่วนสถานประกอบการขนาดใหญ่จะไม่คืนค่าประกันให้

นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง กล่าวว่า ครม.มีมติเห็นชอบมาตรการดูแลผลกระทบต่อเศรษฐกิจและประชาชนจากไวรัสโคโรนา (โควิด-19) ระยะที่ 1 เพื่อดูแลผู้ประกอบการและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เป็นการชั่วคราวและตามความจำเป็น ซึ่งประกอบด้วยมาตรการต่างๆ ได้แก่

  • 1.มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากไวรัสโคโรนา โดยสินเชื่อพิเศษดังกล่าวมีอัตราดอกเบี้ย 2% ต่อปี ระยะเวลา 2 ปี วงเงินกู้ไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อราย วงเงินสินเชื่อรวม 1.5 แสนล้านบาท
  • 2.มาตรการพักชำระหนี้เงินต้น ลดดอกเบี้ย และขยายระยะเวลาชำระหนี้แก่ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโนนา ซึ่งจะดำเนินการโดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) โดยมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้าไปสนับสนุน
  • 3.มาตรการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้หารือกับธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเกี่ยวกับการผ่อนปรนหลักเกณฑ์ต่างๆที่เอื้ออำนวยต่อการปล่อยสินเชื่อ เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น โดยธปท.ได้มีการออกประกาศมาแล้วและมีผลบังคับใช้แล้ว
  • 4.กองทุนประกันสังคม (สปส.) จะปล่อยสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 3% ระยะเวลา 3 ปี วงเงินสินเชื่อรวม 3 หมื่นล้านบาท ให้กับสถานประกอบการที่ขึ้นทะเบียนกับสปส. โดยสปส.จะกำหนดเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ต่างๆเอง
  • 5.มาตรการด้านภาษี ประกอบด้วย 4 มาตรการย่อย ได้แก่ (1.) มาตรการคืนสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการในประเทศ ประกอบการ การลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย จาก 3% เหลือ 1.5% เป็นเวลา 6 เดือน เริ่มตั้งแต่ 1 เม.ย.-30 ก.ย.2563 (2.)มาตรการลดภาระดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เข้าร่วมโครงการสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ 1.5 แสนล้านบาท โดยนำรายจ่ายดอกเบี้ยระหว่างวันที่ 1 เม.ย.-31 ธ.ค.2563 มาหักลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า รวมทั้งจะมีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้และให้จัดทำบัญชีเดียว (3.) มาตรการส่งเสริมเสถียรภาพการจ้างงาน โดยให้สถานประกอบการที่เป็นเอสเอ็มอี นำรายจ่ายค่าจ้างลูกจ้างที่เป็นผู้ประกันตนมาหักรายจ่ายได้ 3 เท่า ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด เพื่อเป็นแรงจูงใจให้สถานประกอบการช่วยดูแลพนักงาน (4.) มาตรการเร่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้ผู้ประกอบการภายในประเทศ โดยกรณีที่ยื่นแบบทางอินเตอร์เน็ตจะได้รับคืนภายใน 15 วัน ส่วนกรณียื่นแบบ ณ สรรพากร จะได้คืนภายใน 45 วัน

นายอุตตม กล่าวว่า ส่วนมาตรการอื่นๆที่ครม.เห็นชอบ ได้แก่ มาตรการบรรเทาการจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า และการคืนเงินประกันมิเตอร์ไฟฟ้า โดยกระทรวงมหาดไทย (มท.) จะไปพิจารณาแนวทางดำเนินการและเงื่อนไขที่เหมาะสมต่อไป นอกจากนี้ กองทุนประกันสังคมจะพิจารณาลดการนำส่งเงินสมทบในส่วนของนายจ้างและลูกจ้างเป็นเวลา 3-6 เดือน โดยกองทุนฯและกระทรวงแรงงานจะไปพิจารณาว่าจะลดการนำเงินสมทบในอัตราเท่าไหร่ และเป็นเวลากี่เดือน

ส่วนมาตรการบรรเทาภาระค่าธรรมเนียมและค่าเช่า หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องและรัฐวิสาหกิจจะไปพิจารณาลด เลื่อน หรือชะลอการเก็บค่าธรรมเนียม ค่าเช่า การจ่ายค่าตอบแทบในรูปแบบต่างๆ เช่น ให้กรมธนารักษ์ไปพิจารณาลดค่าเช่าที่ราชพัสดุ เป็นต้น

สำหรับมาตรการที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนนั้น ครม.เห็นชอบให้นักลงทุนหรือประชาชนที่ซื้อหน่วยลงทุนกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) นำเงินที่ซื้อหน่วยลงทุนไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปีภาษี 2563 เพิ่มเป็น 4 แสนบาท จากเดิม 2 แสนบาท สำหรับเงินที่ซื้อหน่วยลงทุนตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.-30 มิ.ย.2563 โดยกระทรวงการคลังพร้อมจะพิจารณาขยายเงื่อนเวลาออกไปให้อีก

นายอุตตม กล่าวว่า ครม.ยังเห็นชอบให้กำหนดวงเงิน 2 หมื่นล้านบาท เพื่อเตรียมไว้สำหรับใช้ช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนา เช่น ผู้ที่ถูกเลิกจ้าง หรือสถานประกอบการที่ถูกกระทบและทำให้พนักงานได้ไม่เต็มที่ รวมถึงการเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากร โดยกระทรวงการคลังจะไปหารือกับสำนักงบประมาณเกี่ยวกับจัดสรรวงเงิน และการกำหนดขอบเขตการใช้เงิน

“ในหลักการวันนี้ ครม.อนุมัติแล้ว เบื้องต้น 2 หมื่นล้านบาท และหากเกิดผลกระทบ เราก็จะได้มีเงินส่วนหนึ่งเอาไว้ใช้จ่ายได้ตามความจำเป็น โดยจะต้องมีการหารือในรายละเอียดต่อไป”

นายอุตตม ระบุว่า ครม.ยังมีมติเห็นชอบยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับวัสดุผลิตหน้ากากอนามัยเป็นเวลา 6 เดือน

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ครม.มีมติเห็นชอบมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือประชาชน ดูแลปัญหาภัยแล้ง และกระตุ้นเศรษฐกิจ ประกอบด้วย

1.การคืนเงินประประกันการใช้ไฟฟ้า หรือค่าประกันมิเตอร์ไฟฟ้าให้ประชาชน 21.5 ล้านราย วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท โดยจะทยอยคืนได้ตั้งแต่สิ้นเดือนมี.ค.เป็นต้นไป ซึ่งนายกฯให้พิจารณาว่า ควรคืนค่าประกันให้กับประชาชนรายย่อยที่มีขนาดมิเตอร์เล็กเป็นกลุ่มแรก

2.การกำกับดูแลอัตราค่าไฟฟ้า โดยตรึงอัตราค่าเอฟที (Ft) เดือนพ.ค.2563 ในอัตรา -11.60 สตางค์ต่อหน่วย หรือ ลดลง 11.60 สตางค์ต่อหน่วยจากค่าไฟฟ้าฐาน คิดเป็นวงเงินประมาณ 4,534 ล้านบาท

3.จากการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จะลดค่าไฟฟ้าในอัตรา 3% ให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภท เป็นระยะเวลา 3 เดือน (เม.ย.-มิ.ย.2563) โดยรายละเอียดส่วนลดจะปรากฏในบิลที่ผู้ใช้ไฟฟ้าได้รับ พร้อมทั้งขยายระยะเวลาชำระค่าไฟฟ้า สำหรับกิจการเฉพาะอย่าง เช่น ธุรกิจโรงแรม และกิจการให้เช่าพักอาศัย และไม่คิดค่าปรับตลอดระยะเวลาการผ่อนผัน โดยผ่อนผันได้ไม่เกิน 6 เดือนของแต่ละรอบบิล

4.การเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินกองทุนพัฒนาไฟฟ้าในพื้นที่ 72 จังหวัด วงเงินรวม 4,064 ล้านบาท โดยให้กองทุนพัฒนาไฟฟ้าในพื้นที่ประกาศเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินภายใต้โครงการชุมชนปี 2563 จำนวนกว่า 6,600 โครงการ วงเงินรวม 2,494 ล้านบาท และให้พิจารณานำงบประมาณเหลือจ่ายในปี 2562 และ 2563 วงเงินรวม 1,570 ล้านบาท มาใช้ประโยชน์เพิ่มเติมในการเสนอโครงการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง และการจ้างงานในพื้นที่เพื่อกระตุ้นระบบเศรษฐกิจในประเทศ

นางนฤมล ยังระบุว่า ครม.ยังมีมติเห็นชอบมาตรการด้านการงบประมาณเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และสถานการณ์ภัยแล้ง

โดยในส่วนงบรายจ่ายประจำนั้น ให้หน่วยรับงบประมาณปรับลดการใช้จ่ายงบหรือปรับเปลี่ยนวิธีดำเนินงาน สำหรับงบประมาณในลักษณะรายจ่ายประจำที่มิใช่ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการต่างประเทศให้ได้ประมาณ 10% ของงบประจำ เพื่อไปดำเนินการที่ก่อให้เกิดการจัดซื้อจัดจ้างจากผู้ประกอบการหรือผู้ผลิตรายย่อย รวมถึงการจ้างแรงงาน และให้ปรับแผนการเดินทางไปราชการต่างประเทศ โดยให้ดำเนินการภายในประเทศแทน

ส่วนงบประมาณรายจ่ายลงทุนนั้น ให้หน่วยรับงบประมาณพิจารณาโอนหรือเปลี่ยนแปลงงบที่จัดสรรในลักษณะค่าครุภัณฑ์ที่มีวงเงินต่ำกว่า 1 ล้านบาท หรือสิ่งก่อสร้างที่มีวงเงินต่ำกว่า 10 ล้านบาท ที่แน่ชัดแล้วว่าไม่สามารถจัดซื้อจัดจ้างได้ภายในเดือนมี.ค.2563 ไปดำเนินการจัดหาครุภัณฑ์หรือสิ่งก่อสร้างอย่างอื่น เพื่อช่วยลดผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 หรือสถานการณ์ภัยแล้ง

เช่น การพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเตรียมความพร้อมของพื้นที่สำหรับกักเก็บน้ำในฤดูฝนโดยใช้แรงงานจากภาคเกษตร หรือปรับเปลี่ยนวิธีดำเนินการจากงานจ้างเหมาเป็นงานดำเนินการเองเพื่อสนับสนุนให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่ เป็นต้น รวมทั้งให้หน่วยรับงบประมาณพิจารณาทบทวนการจัดหาครุภัณฑ์จากต่างประเทศมาดำเนินการจัดหาครุภัณฑ์จากผู้ผลิตภายในประเทศ เว้นแต่กรณีที่มีความจำเป็นอย่างแท้จริง

สำหรับงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ที่สำนักงบประมาณยังไม่ได้จัดสรรให้หน่วยรับงบประมาณนั้น ให้หน่วยรับงบประมาณชะลอการดำเนินการไว้ก่อน ประกอบด้วย 1. รายการที่นายกฯหรือครม.ให้ความเห็นชอบแล้ว และ2.รายการที่มีคำขอของหน่วยรับงบประมาณ ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณา

ขณะที่งบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ที่สำนักงบประมาณได้จัดสรรให้แก่หน่วยรับงบประมาณแล้ว ในกรณีที่ไม่สามารถดำเนินการก่อหนี้ผูกพันหรือบันทึกใบสั่งซื้อ (PO) ได้ทันภายในวันที่ 10 มี.ค.2563 ให้ยกเลิกโครงการ/รายการ และแจ้งสำนักงบประมาณภายในวันที่ 13 มี.ค.2563 เพื่อนำงบประมาณส่งคืน และนำไปใช้ในโครงการสำคัญเร่งด่วนตามมาตรการระยะเร่งด่วน เพื่อแก้ไขปัญหาไวรัสและภัยแล้งต่อไป

อย่างไรก็ตาม กรณีที่หน่วยรับงบประมาณมีภารกิจ และอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสและภัยแล้ง และมีความจำเป็นต้องใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ให้เสนอขอรับการจัดสรรตามระเบียบฯที่เกี่ยวข้องต่อสำนักงบประมาณภายในวันที่ 13 มี.ค.2563

รายงานข่าวแจ้งว่า พ.ร.บ.งบประมาณปี 2563 กรอบวงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท มีการจัดสรรงบรายจ่ายประจำไว้ที่ 2.39 ล้านล้านบาท และเมื่อหักลบงบเงินเดือนข้าราชการและบุคลากรภาครัฐ 7.7 แสนล้านบาท จะทำให้งบรายจ่ายประจำอยู่ที่ 1.62 ล้านล้านบาท ดังนั้น หากลดงบรายจ่ายประจำลง 10% เพื่อนำจัดซื้อจัดจ้างจากผู้ประกอบการหรือผู้ผลิตรายย่อย รวมถึงการจ้างแรงงาน เม็ดเงินส่วนนี้จะอยู่ที่ประมาณ 1.6 แสนล้านบาท

น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมครม.มีมติเห็นชอบให้ทุกส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ เร่งรัดจัดการประชุมสัมมนาภายในประเทศภายในเวลา 3 เดือน หรือตั้งแต่เดือนเม.ย.-มิ.ย.2563 เพื่อช่วยพยุงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครม.มีมติเห็นชอบให้สำนักงานธนานุเคราะห์กู้เงินประจำปีงบประมาณ 2563 วงเงิน 500 ล้านบาท เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนและรองรับธุรกรรมการรับจำนำของประชาชนที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยปีงบ 2563 สำนักงานธนานุเคราะห์คาดว่าจะมีผู้ใช้บริการรับจำนำประมาณ 1.38 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 4 หมื่นราย โดยวงเงินรับจำนำคาดว่าจะอยู่ที่ 2 หมื่นล้านบาท

ข้อมูลข่าวจาก: isranews


อ่านข่าวอื่นเพิ่มเติมคลิก

อ่านต่อ
Advertisement
Click to comment

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Breaking News

พบไข้หูดับ 15 ราย เซ่นแล้ว 3 ศพ เผย ‘ตะเกียบ’ เป็นหนึ่งในสาเหตุ

Published

on

(เพิ่มเติม…)

Continue Reading

Breaking News

ปศุสัตว์ ยืนยัน PRRS เกิดเฉพาะในหมู ไม่ติดต่อคน

Published

on

(เพิ่มเติม…)

Continue Reading

Breaking News

ครม.อนุมัติงบกลางฯ 869 ล้าน จ่ายเงินอุดหนุนเกษตรกรปลูกข้าวอินทรีย์

Published

on

(เพิ่มเติม…)

Continue Reading

Trending

Copyright © 2021 katipnews.com กระติบนิวส์