Connect with us

Breaking News

โควิด-19 ระลอกใหม่ทำเสี่ยงตกงาน 1-1.5 ล้านคน ระบุ 4-5 ล้านคนอาจมีรายได้ลดลง

Published

on

นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และอดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า ผลของการแพร่ระบาดของโควิด-19 (Covid-19) ส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงาน ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก เพราะภาคเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวจากต่างประเทศไม่สามารถรักษากิจการได้อีกต่อไปและจะทยอยเลิกจ้างคนจำนวนมาก โดยเริ่มต้นจากกิจการที่มีฐานะทางการเงินอ่อนแอ สภาพคล่องต่ำ ในการระบาดระลอกสองช่วงปลายเดือนธันวาคมต่อเนื่องจนถึงเดือนกุมภาพันธ์และยังไม่แน่ใจว่าจะคุมได้เมื่อไหร่นั้น ทำให้มีผู้ใช้แรงงานอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะถูกเลิกจ้างเพิ่มเติมอีก 1-1.5 ล้านคน

มีคนไม่ต่ำกว่า 4-5 ล้านคนมีความเสี่ยงรายได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญและไม่ต่ำกว่า 30-40% อาจไม่สามารถชำระหนี้ได้เหมือนเดิม ฉะนั้นรัฐบาลควรมีมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมไปยังกลุ่มเปราะบางอีก หากใช้การแก้ไขปัญหาตามแนวทางที่ใช้อยู่ต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งทศวรรษจึงบรรเทาลงได้ หลังผลกระทบแผ่กระจายในวงกว้างทุกกิจการทุกอุตสาหกรรม ทุกพื้นที่และทุกครอบครัว

“กับดักที่ใหญ่ที่สุดและแก้ยากที่สุดในประเทศไทยและหลายประเทศที่มีปัญหาความเหลื่อมล้ำติดอันดับโลกเกิดจาก กับดักของการผูกขาดอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจรวมทั้งการครอบงำทางวัฒนธรรมที่สร้างความเชื่อว่าคนไม่จำเป็นต้องเสมอภาคเท่าเทียมกัน หรือบูชากลไกตลาดมากเกินไปโดยไม่มองสภาพความเป็นจริงว่า การแข่งขันอย่างเสรีที่เป็นธรรมไม่มีอยู่จริง หรือบางครั้งก็อาจจะใช้อำนาจรัฐกระทำการแทรกแซงกลไกตลาดโดยไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของสาธารณชนแต่อ้างผลประโยชน์สาธารณะ” 

มีการสร้างสังคมแบบ แนวดิ่ง ไม่ใช่ แนวราบ หากไม่สามารถทลายโครงสร้างผูกขาดทางด้านการเมืองได้ด้วยประชาธิปไตย หากไม่สามารถทลายโครงสร้างการผูกขาดทางเศรษฐกิจ ด้วยการเปิดเสรีและให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม หากไม่สามารถทลายวัฒนธรรมความคิดความเชื่อและระบบการศึกษาแบบอำนาจนิยมได้ ก็เป็นการยากที่ประเทศไทยจะหลุดพ้นภาวะปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรงอันเป็นผลกระทบจากเศรษฐกิจหดตัวรุนแรงหลายไตรมาสติดต่อกันและการแพร่ระบาดของโควิด-19

รัฐบาลต้องนำเอาข้อมูลลงทะเบียนในการแจกเงินมาทำเป็นฐานข้อมูล Big Data เพื่อใช้ในการออกมาตรการและนโยบายที่มีประสิทธิภาพกว่าเดิมและพัฒนาระบบสวัสดิการสังคมที่ครอบคลุมคนทุกกลุ่ม วิกฤติสุขภาพล่าสุดพร้อมกับกับดักสุขภาพของผู้มีรายได้น้อยและแรงงานต่างด้าวทำให้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำซับซ้อนขึ้น ผู้ใช้แรงงานที่อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมไม่ถูกสุขลักษณะอาจต้องหยุดงานหลายวันระหว่างการระบาดของ Covid ลูกหลานของคนเหล่านี้มีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยจนกระทั่งเรียนไม่ได้ดี

หญิงที่ไม่สามารถรับสารอาหารอย่างเต็มที่ระหว่างการตั้งครรภ์และต้องคลอดลูกในสภาพแวดล้อมไม่ดีอาจทำให้ทารกสุขภาพย่ำแย่ ความโชคร้ายอันเกิดจากความยากจนและระบบเศรษฐกิจสังคมที่ไม่เป็นธรรมนำมาสู่ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นกับดักแห่งความยากจนและเหลื่อมล้ำที่ไม่สิ้นสุด หากไม่เดินหน้าปฏิรูประเทศนี้อย่างจริงจังยากจะแก้ปัญหาที่รากเหง้าของปัญหาได้ เรามีคนหลายสิบล้านคนที่ไม่มีโอกาสเป็นเจ้าของที่ดินแม้นเพียงตารางเมตรเดียวในประเทศนี้

คนไทยที่พอมีที่ดินล้วนถือครองที่ดินไม่เกิน 1 ไร่ คนจนเมืองและแรงงานต่างด้าวต้องเช่าอาศัยอยู่กับครอบครัวในพื้นที่ห้องเช่าไม่เกินหนึ่งตารางเมตรในราคาที่ยังแพงอยู่ แต่ประเทศนี้ ข้อมูลล่าสุด ตนประมาณการคร่าวๆ หลังผลกระทบจาก Covid มีคนเพียง 5% ที่มีที่ดินมีโฉนด 85% ขึ้นไป ในจำนวน 5% นี้บางคนบางครอบครัวถือครองที่ดินมากกว่า 300,000 ไร่ ต่อคนหรือต่อครอบครัว และ คนกลุ่ม 1% แรกนี้ ถือครองความมั่งคั่งในประเทศนี้ไม่ต่ำกว่า 60% ในครอบครอง การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีการปฏิรูปภาษี ปฏิรูปที่ดิน ปฏิรูปเศรษฐกิจ และ ปฏิรูปการเมืองด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ประเทศนี้เป็นของประชาชนส่วนใหญ่อย่างแท้จริง

นายอนุสรณ์ กล่าวต่อไปอีกว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/64 น่าจะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 3-4% โดยเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปีนี้น่าจะยังหดตัวและติดลบประมาณ 0.50 – ติดลบ 1% หากสามารถทยอยเปิดประเทศภายใต้การควบคุมตามมาตรฐานทางด้านสาธารณสุขและมาตรฐานองค์การอนามัยโลก การเปิดประเทศพร้อมกับการได้รับวัคซีนอย่างทั่วถึงของคนในประเทศจะทำให้เศรษฐกิจไทยไตรมาสสองจะขยายตัวเป็นบวกได้เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาส

ทั้งนี้ จากตัวเลขของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ พบว่า เศรษฐกิจไตรมาส4/63 หดตัวหรือติดลบน้อยกว่าคาดการณ์ คือ มีอัตราการขยายตัวติดลบ 4.2% เมื่อเทียบกับระยะเวลาเดียวกันเมื่อปีที่แล้ว ทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 63 ติดลบประมาณ 6.1% การลงทุนภาครัฐและการบริโภคภาคเอกชนเริ่มขยายเป็นบวกเล็กน้อยอันเป็นผลจากการเร่งรัดการใช้จ่ายภาครัฐและมาตรการโอนเงินชดเชยรายได้ประชาชนกลุ่มที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ภาคส่งออกทั้งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมจะปรับตัวทิศทางดีขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปลายไตรมาสหนึ่ง เศรษฐกิจโลกในไตรมาสแรกโดยเฉพาะประเทศที่เป็นตลาดสำคัญของสินค้าไทยฟื้นตัวชัดเจนหลังจากมีการฉีดวัคซีนให้ประชาชนอย่างรวดเร็ว กิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายประเทศทั้งการผลิต การบริโภค ยอดค้าปลีกกระเตื้องขึ้นจากการลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์จากไตรมาสสองปีที่แล้ว

โดยประเทศที่มีฟื้นตัวเร็วที่สุด ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จีน เวียดนาม เกาหลีใต้ ไต้หวัน เป็นต้น การฟื้นตัวของประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่และมีความสำคัญต่อตลาดโลกจะทำให้ อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกน่าจะเติบโตได้มากกว่า 5% และ ปริมาณการค้าโลกน่าจะขยายตัวได้อย่างน้อย 6% ในปีนี้หลังจากที่ติดลบสูงเป็นประวัติการณ์เมื่อปีที่แล้วที่ติดลบ 11%

ในปีนี้ โจทย์ของเศรษฐกิจไทย คือ ทำอย่างไรให้การลงทุนภาคเอกชนกลับมาเป็นบวกเพื่อรักษาการจ้างงาน รักษาระดับรายได้ของลูกจ้าง ซึ่งจะทำให้รักษาแรงเหวี่ยงโมเมนตันของภาคการบริโภคหลังจากมีกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านมาตรการการคลัง การเร่งฟื้นฟูการลงทุนและการจ้างงานมีความเร่งด่วนในการต้องทำให้เกิดผลก่อนเงินชดเชยรายได้หมดลงในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า การปล่อยเงินเข้ามาในระบบอย่างเต็มที่เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ตามความจำเป็นเป็นมาตรการหนึ่งที่จะช่วยกระตุ้นการลงทุนและรักษาการจ้างงานเอาไว้ได้

ส่วนการท่องเที่ยวของไทยนั้นเคยเป็นแหล่งรายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 1.82-1.85 ล้านล้านบาทนั้น หากสามารถทยอยเปิดประเทศได้ในไตรมาสสองและสามเป็นต้นมา จะมีรายได้ได้จากการท่องเที่ยวต่างชาติไม่เกิน 200,000-300,000 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นเพียง 10-11% ของรายได้เดิมที่เคยได้รับ ฉะนั้น กิจการการท่องเที่ยวต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะฟื้นตัวเข้าสู่ภาวะปกติ การท่องเที่ยวระหว่างประเทศจะไม่เติบโตเท่าในอดีตเนื่องจากกำลังซื้อของผู้คนทั่วโลกลดลง การท่องเที่ยวต่างประเทศยังมีความไม่สะดวก ต้องมีการกักกันตัวเพื่อตรวจสอบโรค การเดินทางไม่สะดวกเหมือนเดิม ต้นทุนสูงขึ้น จึงกลายเป็นกิจกรรมของผู้มีรายได้สูง ที่ท่องเที่ยวแบบ New Normal หรือ เป็นแบบ Villa Quarantine ได้ ผู้มีรายได้ระดับปานกลางหรือรายได้น้อยนั้นหมดสิทธิ์ในระยะปีสองปีนับจากนี้

            อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยจะกระเตื้องขึ้นชัดเจนปลายไตรมาส 3/64 แต่ผลกระทบของการหดตัวอย่างรุนแรงปีที่แล้ว และมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลต่อเกิดการปรับเปลี่ยนของโครงสร้างธุรกิจอุตสาหกรรม ยังคงมีธุรกิจอุตสาหกรรมที่ไปต่อไม่ได้ตัดสินใจหยุดกิจการและเลิกจ้างพนักงานภาวะดังกล่าวจะยังเป็นแนวโน้มระยะปานกลางและระยะยาวต่อไปจนกว่าภาคธุรกิจอุตสาหกรรมไทยสามารถปรับตัวเข้ากับห่วงโซ่การผลิตข้ามชาติแบบใหม่ (New Global Supply Chain)

              อันเป็นผลจากการปรับเปลี่ยนให้เป็นดิจิทัล การผลิตโดยหุ่นยนต์อัตโนมัติและสมองกลอัจฉริยะ อุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและลดภาวะโลกร้อน และ New Normal อันเกิดจากโรคอุบัติใหม่ต่างๆ เป็นต้น ธุรกิจอุตสาหกรรมไทยต้องพยายามก้าวข้ามการเป็นเพียง ผู้รับเหมาซัพพลายเออร์ (Turn-Key Supplier) ยกระดับตัวเองในห่วงโซ่การผลิต ยกระดับผลิตภัณฑ์ ยกระดับกระบวนการผลิต ลงทุนทางด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมและทักษะแรงงาน จัดการทรัพย์สินทางปัญญาทั้งตัวนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และกระบวนการ งานวิจัยหลายชิ้นชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า การที่เรามีงบการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยรวมไม่ถึง 2% ของจีดีพีเป็นอุปสรรคสำคัญ นอกจากนี้ สัดส่วนในการทำการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (R&D) นั้นมาจาก SMEs ไม่ใช่รายใหญ่ มีรายใหญ่บางรายเท่านั้นที่ลงทุนใน R&D

ข้อมูลข่าวจาก:ฐานเศรษฐกิจ

อ่านต่อ
Advertisement
Click to comment

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Breaking News

สภากลาโหม เคาะแล้ว! ลดรับนักเรียนนายร้อย-นายสิบ ทุกเหล่าทัพ

Published

on

(เพิ่มเติม…)

Continue Reading

Breaking News

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เปิดรับสมัครสอบบรรจุเข้ารับราชการ 20 อัตรา

Published

on

(เพิ่มเติม…)

Continue Reading

Breaking News

ปูนบำเหน็จ “ตำรวจกล้า” เลื่อนยศเป็น พลตำรวจตรี พร้อมเงินเยียวยาครอบครัวกว่า 1,500,000 บาท

Published

on

(เพิ่มเติม…)

Continue Reading

Trending

Copyright © 2021 katipnews.com กระติบนิวส์